วิธีเลือก ความหนาของกระดาษ (Gram) ให้เหมาะกับกล่องแต่ละประเภท

วิธีเลือกความหนาของกระดาษ

     ในบทความนี้ Thinks Pack จะพาคุณไปเจาะลึกว่า Grammage หรือ แกรมกระดาษ คืออะไร? และควรจะเลือกแกรมกระดาษอย่างไร ให้เหมาะกับกล่องแต่ละประเภท เพื่อให้เจ้าของแบรนด์, ผู้ประกอบการ SME หรือมือใหม่ที่กำลังจะสั่งผลิตบรรจุภัณฑ์ ได้บรรจุภัณฑ์ที่แข็งแรง สวยงาม ตอบโจทย์การใช้งาน และเซฟงบประมาณได้มากที่สุด

Table of Contents

แกรมกระดาษ (Grammage) คืออะไร?

     ในอุตสาหกรรมกระดาษและการพิมพ์ เราจะเรียกความหนาของกระดาษว่า “แกรม” (Gram) ซึ่งย่อมาจากคำว่า Grammage หรือในภาษาสากลคือ GSM (Grams per Square Meter) วิธีจำง่ายๆ คือ เลขแกรมสูง กระดาษจะหนาและแข็งแรง, เลขแกรมต่ำ กระดาษจะบาง

คำนิยามทางเทคนิค: แกรมกระดาษ คือ “น้ำหนักของกระดาษ (เป็นกรัม) ต่อพื้นที่กระดาษ 1 ตารางเมตร”

ตัวอย่าง: หากเรานำกระดาษชนิดหนึ่งมาตัดให้ได้ขนาดความกว้าง 1 เมตร และความยาว 1 เมตร (พื้นที่เท่ากับ 1 ตารางเมตรพอดี) แล้วนำไปชั่งน้ำหนัก หากกระดาษแผ่นนั้นหนัก 150 กรัม นั่นหมายความว่ากระดาษลอตนั้นคือ “กระดาษหนา 150 แกรม” นั่นเอง

Cardboard white box mockups set

ทำไมต้องใช้น้ำหนักแทนความหนา?

     เนื่องจากกระดาษแต่ละประเภทนั้น มีส่วนผสมของเยื่อไม้ สารเคลือบผิว และความหนาแน่นที่แตกต่างกัน กระดาษบางชนิด อาจจะดูหนา แต่น้ำหนักเบาเพราะเนื้อฟู ในขณะที่กระดาษบางชนิด ดูบางแต่มีน้ำหนักมาก เพราะเนื้ออัดแน่นและเคลือบสารเคมี การใช้ “น้ำหนักต่อตารางเมตร (GSM)” จึงเป็นมาตรฐานสากลที่แม่นยำที่สุดในการคำนวณต้นทุนและการรองรับแรงกดทับในงานพิมพ์

ตารางประเภทกระดาษ แกรม และบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม

ตารางประเภทกระดาษ แกรม และบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม​ ตารางประเภทกระดาษ แกรม และบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม​

3 ปัจจัยสำคัญที่ต้องคิด ก่อนตัดสินใจเลือกแกรมกระดาษ

     นอกจากเรื่องของประเภทกล่องแล้ว ก่อนจะเคาะว่าเอาแกรมเท่าไหร่ ให้เช็ก 3 ข้อนี้ก่อนเสมอ

1. น้ำหนักและรูปทรงของสินค้าด้านใน

สินค้ามีมุมแหลมคมไหม? เป็นของเหลวที่มีน้ำหนักหรือเปล่า? ยิ่งสินค้ามีน้ำหนักมากหรือมีรูปทรงที่พร้อมจะทิ่มทะลุ ยิ่งต้องเพิ่มแกรมกระดาษให้หนาขึ้น หรือเลือกใช้กระดาษลูกฟูกแทน

2. พฤติกรรมการขนส่ง

หากสินค้าของคุณต้องส่งผ่านขนส่งเอกชน มีการโยน มีการเรียงซ้อนกันหลายชั้นในรถขนส่ง การเลือกกระดาษการ์ดธรรมดาอาจไม่เพียงพอ ควรขยับไปใช้กระดาษลูกฟูก 3 ชั้น เพื่อความปลอดภัย

*ลูกค้าของ Thinks Pack สามารถใช้บริการขนส่งของเราโดยตรง ซึ่งปลอดภัยต่อการโยน และส่งตรงถึงมือคุณ

3. การเคลือบผิวสัมผัส

คุณทราบหรือไม่ว่า การเคลือบพลาสติก (ลามิเนต) ไม่ว่าจะเป็นแบบเงาหรือแบบด้าน จะช่วยเพิ่มความเหนียวและช่วยให้กระดาษแข็งขึ้นอีกเล็กน้อย ดังนั้น หากเราเลือกเคลือบผิวกล่อง เราอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้แกรมกระดาษที่หนาที่สุด ซึ่งช่วยเซฟงบประมาณลงได้

สรุป: เลือกแกรมกระดาษให้พอดี คือคีย์เวิร์ดของความคุ้มค่า

     การเลือก แกรมกระดาษ ไม่มีสูตรสำเร็จว่า “หนาที่สุด = ดีที่สุด” บรรจุภัณฑ์ที่ดีและตอบโจทย์ธุรกิจในยุคปัจจุบัน คือ บรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุอย่างคุ้มค่าตรงตามหน้าที่ ไม่มากเกินไปจนกลายเป็นขยะสะสมต่อโลก และไม่น้อยเกินไปจนสินค้าชำรุด

หากคุณไม่แน่ใจว่าสินค้าของคุณเหมาะกับกระดาษกี่แกรม การปรึกษาพูดคุย และให้ทางโรงงานทำ Mock-up (ตัวอย่างกล่องเปล่าขึ้นรูปจริง) เพื่อทดลองใส่สินค้าและเขย่าทดสอบ ก่อนการรันผลิตจริง คือวิธีที่ปลอดภัยและแม่นยำที่สุดค่ะ

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ครบวงจร

อยากได้กล่องที่ใช่ ในแกรมที่พอดี? ให้เราช่วยดูแล ต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถแอดไลน์มาที่ @thinkspack บริการของ Thinks Pack ครอบคลุมงานผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษครบวงจร ตั้งแต่การเลือกแกรมกระดาษที่พอดี โครงสร้าง งานไดคัท ที่เป๊ะรับกับตัวสินค้า ไปจนถึงการ พิมพ์ลายสกรีนโลโก้ ด้วยหมึกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความพรีเมียมด้วย เทคนิคตกแต่งพิเศษ (เช่น ปั๊มนูน ปั๊มฟอยล์ หรือเคลือบกันซึม)

FAQ (คำถามที่พบบ่อย)

Q: ถ้าอยากสั่งผลิตกล่อง แต่กลัวกระดาษบางเกินไปและหนาเกินไป ควรแก้ไขอย่างไร?

A: มี 3 วิธีหลักๆ ในการเพิ่มความแข็งแรงให้กล่องบรรจุภัณฑ์ โดยไม่ต้องเพิ่มแกรมกระดาษจนหนาเกินไปคือ:

  1. ปรับโครงสร้างกล่อง: เปลี่ยนมาใช้โครงสร้างที่มีการพับทบขอบซ้อนกันซ้าย-ขวา เช่น กล่องฝาเปิดบน-ล่างที่มีลิ้นล็อก หรือกล่องทรงหูช้าง ซึ่งจะช่วยกระจายแรงกดทับได้ดีขึ้น

  2. ใช้เทคนิคเคลือบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: เลือกใช้การเคลือบแบบ Varnish หรือการเคลือบเงา/ด้าน ที่สลายได้ตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเหนียวของผิวสัมผัสและป้องกันความชื้นไม่ให้กระดาษเปื่อยง่าย

  3. ใส่ซัพพอร์ตด้านใน (Inlay): ทำฐานกระดาษคราฟท์ไดคัท รองรับสินค้าข้างในอีกชั้น เพื่อช่วยล็อกไม่ให้สินค้าเคลื่อนที่และช่วยรับน้ำหนักจากภายนอก

A: สำหรับงานเทคนิคพิเศษหลังการพิมพ์ แนะนำให้ใช้กระดาษความหนาเริ่มต้นที่ 230 แกรมขึ้นไป เนื่องจาก:

  • การปั๊มนูน: ต้องใช้แรงกดจากบล็อกเพื่อให้เนื้อกระดาษยืดตัวขึ้นมา หากใช้กระดาษที่บางเกินไป เนื้อกระดาษอาจจะฉีกขาด หรือไม่ขึ้นรูปทรงที่คมชัด

  • การปั๊มฟอยล์ (ฟอยล์เงิน/ทอง): ตัวบล็อกจะมีความร้อนและแรงกด หากกระดาษบางเกินไป ความร้อนอาจทำให้กระดาษงอตัว หรือเกิดรอยยุบแบนลึกไปถึงด้านหลังของกล่องจนดูไม่สวยงาม

A: ไม่จริงเสมอไป และอาจส่งผลเสียมากกว่าที่คิด เนื่องจากการเลือกกระดาษที่แกรมหนาเกินความจำเป็น จะส่งผลกระทบหลักๆ คือ:

  • ต้นทุนสูงขึ้น: ยิ่งแกรมสูง ราคากระดาษยิ่งแพง และทำให้น้ำหนักรวมของพัสดุเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อค่าจัดส่งสินค้า
  • พับขึ้นรูปยาก: กระดาษที่หนาเกินไป (เช่น นำกระดาษ 400 แกรม มาทำกล่องฝาเสียบขนาดเล็ก) จะทำให้บริเวณรอยพับแตก หัก หรือฝากล่องสปริงตัวดีดออกและทำให้ปิดไม่สนิท
Share the Post:

เริ่มต้นผลิตบรรจุภัณฑ์กับ ThinksPack

ทีมงานของเรา พร้อมให้คำปรึกษาด้านการออกแบบและวัสดุที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ